“ยศชนัน” เปิดเวทีมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 69 ผนึกกำลัง 200 เครือข่าย ลุยเปิดตัวยุทธศาสตร์ “Siam Silica” ยกความสำเร็จมหาอำนาจโลก ประกาศเร่งคลอด ‘โครงการชิปแห่งชาติ’ ดึงเม็ดเงินต่างชาติร่วมทุน-ตั้งฐานผลิตชิปในไทย หวังปั้นประเทศผงาดขึ้นเป็นฮับ Deep Tech แห่งอาเซียน รับมือสมรภูมิ AI และ Tech War เต็มรูปแบบ พร้อมเดินหน้าทะลวงคอขวดนวัตกรรม ปลดล็อกงานวิจัยให้ก้าวข้ามหุบเหวมรณะ (Valley of Death) สู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พลิกโฉมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ขับเคลื่อนชาติอย่างยั่งยืน
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” พร้อมประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ “Siam Silica” อย่างเป็นทางการ มุ่งเป้าดึงดูดการลงทุนระดับโลก ผลักดัน ‘โครงการชิปแห่งชาติ’ เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางบริษัทเทคโนโลยีระดับลึก (New SEA Hub for Deep Tech Company) สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง โดยมีผู้บริหาร อว. และนักวิจัยกว่า 200 เครือข่ายเข้าร่วม ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ กทม.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ทิศทางการพัฒนาวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในปัจจุบัน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัวและตั้งรับให้ทันต่อความท้าทายหลักที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสงครามเทคโนโลยี (Tech War) ซึ่งเปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก ประเทศไทยจึงต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งผ่านงานวิจัยขั้นพื้นฐาน (Basic Research) และเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรให้สามารถรองรับการดึงดูดการลงทุนด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) โฟโตนิกส์ (Photonic) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) จากต่างประเทศได้
ศ.ดร.ยศชนัน ยังเล่าต่อว่า ในระหว่างที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่เนเธอร์แลนด์ และ เบลเยียม ได้มีโอกาสเข้าหารือกับพันธมิตรและสถาบันวิจัยชั้นนำระดับโลก เพื่อผลักดันแผนงาน ‘Siam Silica’ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทย โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็น New SEA Hub for Deep Tech Company (หรือศูนย์กลางแห่งใหม่ของอาเซียนสำหรับบริษัทเทคโนโลยีระดับลึก) โดยยกตัวอย่างโครงการ Pax Silica ของสหรัฐอเมริกา และ Project Beethoven ของเนเธอแลนด์ ที่สะท้อนให้เห็นว่าประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีต่างกำลังเร่งสร้างเกราะป้องกันและเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ของตนเองอย่างเต็มกำลัง
โดยโครงการ Pax Silica ของสหรัฐอเมริกา เน้นการผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติเพื่อรักษาความมั่นคงของ Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างแร่สำคัญ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และชิปขั้นสูง ในขณะที่ Project Beethoven ของเนเธอร์แลนด์ เป็นยุทธศาสตร์การอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนของรัฐบาลกว่า 2.5 พันล้านยูโรเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เร่งสร้างที่อยู่อาศัย และผลิตบุคลากรวิศวกรทักษะสูงนับหมื่นคน โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง ASML ให้อยู่ในประเทศต่อไปเป็นต้น

ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
“เราได้ร่วมแลกเปลี่ยนกับสตาร์ตอัปและบริษัท Scale-up ด้านเซมิคอนดักเตอร์กว่า 30 แห่ง ที่ศูนย์ 3EALITY ภายใน High Tech Campus ประเทศเนเธอร์แลนด์ รวมถึงได้หารือกับบริษัทระดับโลกอย่าง ASML ถึงแผนการขยาย Supply Chain มายังประเทศไทย ผ่านโมเดลความร่วมมือต่างๆ เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี การร่วมทุน (Joint Venture) และการเตรียมกำลังคนรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังได้จับมือกับ SMART Photonics และ PhotonDelta เพื่อเร่งพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางและศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งฐานการผลิตชิปโฟโตนิกส์ (Photonics Fab) ในประเทศไทย”
ศ.ดร.ยศชนัน ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนากำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานว่า “ในเบลเยียม เราได้ไปคุยกับสถาบันวิจัยชั้นนำอย่าง imec เพื่อยกระดับศูนย์ TMEC ของไทยให้เป็นพื้นที่วิจัยขั้นสูงด้านการออกแบบและผลิตชิป Photonics และ Advanced Packaging พร้อมทั้งเตรียมส่งวิศวกรไทยไปฝึกงานจริงที่ imec ในขณะเดียวกันก็เดินหน้าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง TU Delft เพื่อจัดตั้งศูนย์ออกแบบชิปแบบ Fabless และห้องปฏิบัติการด้าน Advanced Packaging รวมถึงจับมือกับ TU/e (Eindhoven University of Technology) ขยายโปรแกรม Semicon Summer School ให้นักศึกษาไทยได้แก้โจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม”
“แผนงาน Siam Silica คือการสร้างสะพานเชื่อมระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อช่วยให้นักวิจัยและนวัตกรรมของไทยสามารถก้าวข้าม ‘หุบเหวมรณะ’ (Valley of Death) หรือคอขวดที่ทำให้งานวิจัยพื้นฐานไปไม่ถึงตลาดโลก ขณะนี้ภาครัฐกำลังเร่งขับเคลื่อน ‘National Chip Project’ ที่มุ่งเน้นการออกแบบและผลิตในประเทศ พร้อมดึงภาคเอกชนมาร่วมลงทุน โดยมีสิทธิประโยชน์จาก BOI และทุนวิจัยร่วม (Co-funding) คอยสนับสนุน งานวิจัยต่อจากนี้ไปจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลงานวิชาการ แต่ต้องเป็น ‘เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่’ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงและขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตได้อย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับประเด็น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งกระทรวง อว. และหน่วยงานเครือข่ายได้มุ่งเน้นการขับเคลื่อน เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่านงานวิจัยที่สามารถแก้ปัญหาความยากจนและสร้างรายได้ให้ชุมชน และพร้อมรับมือสังคมสูงวัย (Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการผลักดัน เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) อย่างครบวงจร

“วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไม่ได้หากขาดศิลปะและสังคมศาสตร์ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ตลอดจนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) จำเป็นต้องอาศัย การทำงานแบบบูรณาการ (Synergy) สิ่งสำคัญที่สุดในการก้าวข้ามขีดจำกัดคือการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เปิดกว้าง ให้นักวิจัย ภาคอุตสาหกรรมระดับประเทศและนานาชาติ ตลอดจนกลุ่มสตาร์ตอัป ให้สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ ใช้ทรัพยากรร่วมกัน และต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้รอดพ้นวิกฤตและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ดร.วิภารัตน์ เผยว่างาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569” (Thailand Research Expo 2026) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ นักลงทุน และภาคประชาชนจากกว่า 200 หน่วยงานเครือข่าย ในการขยายผลนำผลงานวิจัยไปใช้ขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยภายในงานมีการจัดประชุมสัมมนากว่า 150 หัวข้อ และจัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมกว่า 1,000 ผลงาน ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาใน 6 ประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดล BCG, การสร้างสรรค์ Soft Power, การพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจใหม่, การยกระดับสังคม, การสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชนและ SME ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ภายในงานมีพิธีมอบรางวัลยกย่องนักวิจัยอาวุโส ประกอบด้วย นักวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2569 จำนวน 1 ราย ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น วช. ประจำปี 2569 จำนวน 2 ราย และเมธีวิจัยอาวุโส วช. ประจำปี 2569 จำนวน 9 ราย รวมทั้งสิ้น 12 ราย มีดังนี้
– นักวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2569 จำนวน 1 ราย ได้แก่ ศ.ดร.สักกมน เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอาหาร ซึ่งมีผลงานโดดเด่นด้านเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารและการพัฒนาอาหารแห่งอนาคต ขณะที่รางวัลศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น วช. ประจำปี 2569
– ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น วช. ประจำปี 2569 2 ราย ได้แก่ ศ. (เชี่ยวชาญพิเศษ) ดร.นพ.นิพนธ์ ฉัตรทิพากร ผู้สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการแพทย์เพื่อป้องกันและรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวและสมองเสื่อม และ ศ.ดร.พรชัย ทรัพย์นิธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนำทางด้วยดาวเทียมและสภาพอวกาศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศของประเทศ
– เมธีวิจัยอาวุโส วช. ประจำปี 2569 จำนวน 9 ราย ประกอบด้วย ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง ศ.ดร.ปิติ สุคนธสุขกุล รศ.ดร.สุมาลี มหณรงค์ชัย ศ.ดร.จูงใจ ปั้นประณต ศ.ดร.สาโรจน์ รอดคืน ศ.ดร.พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส ศ.ดร.วรากร ลิ่มบุตร ศ.ดร.นราธิป วิทยากร และ ศ.ดร.ณัฐดนัย หาญการสุจริต ซึ่งล้วนเป็นนักวิจัยอาวุโสที่มีบทบาทสำคัญทั้งด้านการสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาทีมวิจัย และการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง
ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” สามารถเข้าร่วมได้ระหว่างวันที่ 22 – 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22 – 23 กทม. สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://researchexporegistration.com